“จะเพ่งมองอีกนานไหมครับคุณ?”
เสียงของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์ ...
“อ๋อ!
อืม...เอ่อ...สวัสดีค่ะ” หญิงสาวกล่าวคำทักทาย
ชายหนุ่มเดินขยับเข้าไปใกล้หญิงสาว
เพื่อจะได้ไม่ต้องตะเบ็งเสียงดัง
“ไม่เจอกันตั้งนาน สบายดีนะครับ?”
“อ้อ!
ก็...สบายดีค่ะ แล้วคุณล่ะคะ สบายดีหรือเปล่า?” หญิงสาวตอบแบบไม่ชักช้า
พร้อมกับถามกลับไป
“ผมสบายดีครับ
แล้ว...ลมอะไรถึงหอบคุณมาที่นี่ล่ะครับ?” ชายหนุ่มถาม
“อืม...ลมพัดหวนมั้งคะ”
หญิงสาวพลางตอบไปหัวเราะไป
“แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่ครับ?”
ชายหนุ่มถาม
“พอดีฉันแวะมาแถวนี้น่ะค่ะ
ก็เลยมานั่งเล่นให้หายเหนื่อย” หญิงสาวตอบ
แต่สายตาของเธอหลบต่ำ
ไม่กล้าสบตาผู้ร่วมสนทนาเสียเลย
“อืม...แลดูมีเวลาว่างนะครับ
แล้วเรียนปริญญาโทเป็นอย่างไรบ้างครับ?” ชายหนุ่มถามอีก
“หืม! คุณรู้?”
หญิงสาวทำหน้าประหลาดใจ
เพราะนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เธอพบกับชายหนุ่ม
เธอยังเป็นแค่นักศึกษาปริญญาตรี นี่ก็ผ่านมา 5 ปีแล้ว
หญิงสาวไม่ได้รับข่าวคราวของชายหนุ่มเลย
แต่กลับกลายเป็นว่าชายหนุ่มที่รู้ว่า ณ
ตอนนี้หญิงสาวทำอะไรอยู่
“อ๋อ! ก็พอดีมีเพื่อน
ๆ ที่คณะคุณเขาบอกมาว่าคุณกำลังเรียนต่อ
แล้วเป็นอย่างไรบ้างล่ะ? ปริญญาโท”
ชายหนุ่มถามหญิงสาว
“ก็ยากค่ะ
ยากจนบางทีฉันก็เหนื่อยใจ” หญิงสาวตอบ พร้อมทั้งแสดงสีหน้าที่เหนื่อยเต็มที
“มีอะไรจะระบายให้ผมฟังไหม?”
ชายหนุ่มถาม พร้อมกับเชิญหญิงสาวนั่งพูดคุยที่ม้านั่งริมแม่น้ำ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
หญิงสาวไม่รอช้า ระบายความรู้สึกที่มันอยู่ในใจให้ชายหนุ่มฟัง
“ก็คือว่า
ฉันเลือกเรียนที่สิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดน่ะค่ะ
ตอนแรกที่เลือกเรียนสาขานี้เป็นเพราะ
ณ เวลาที่เลือกนั้นฉันสนใจ
แต่ไม่คิดว่าพอมาเรียนจริง ๆ
กลับกลายเป็นเรื่องยากสำหรับฉันไปได้
คุณก็รู้ว่าตอนที่ฉันเรียนปริญญาตรี
ฉันเลือกเรียนในสาขาหนึ่ง
แต่ตอนนี้ฉันเรียนในอีกสาขาหนึ่งที่ไม่เหมือนกับตอนที่เรียนปริญญาตรี
มันกลายเป็นว่า ฉันต้องเตรียมตัวให้มากกว่าคนอื่น เพราะพื้นความรู้ของฉันมีน้อยมาก
ไหนจะติดขัดเรื่องภาษาอีก มันก็เลยกลายเป็นเรื่องยากสำหรับฉันน่ะค่ะ”
“แล้วยังไงต่อ?”
ชายหนุ่มถามอีก
“แล้วก็...
ฉันก็กลับมาถามตัวเองว่า ทนเรียนไปทำไม?
จนบางทีฉันอยากจะลาออกไปเสีย
แต่พอคิดอย่างนี้ ก็จะคิดถึงหน้าของพ่อกับแม่
ฉันไม่อยากทำให้ท่านทั้งสองผิดหวังค่ะ
การที่ท่านยอมให้ฉันมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ท่านก็หวังจะให้ฉันมีใบปริญญากลับไป
กลายเป็นความกดดันที่เกิดขึ้นในใจ” หญิงสาวตอบ
“แล้วทำไมไม่ใช้ความกดดัน
เปลี่ยนเป็นแรงผลักดันล่ะ?
ผมรู้นะว่าตอนนี้คุณรู้สึกเหนื่อย แต่ผมคิดว่ามันไม่ยากเกินกว่าความสามารถของมนุษย์หรอก
เหมือนตอนที่คุณเรียนปริญญาตรีสิ ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนคุณสอบตกตั้งหลายตัว
แต่คุณก็ฟันฝ่าอุปสรรคจนเรียนจบ 4 ปีได้ กับอีแค่ปริญญาโท คุณจะทำไม่ได้เชียวรึ?”
ชายหนุ่มเริ่มสั่งสอน
“โห! “กับอีแค่ปริญญาโท”
ฟังดูเหมือนง่ายนะคะ
แต่ระหว่างทางกว่าจะเรียนจบก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนะคะ
บางคนถึงขั้นถอดใจไม่เรียนต่อก็มีถมไป” หญิงสาวตอบ
“หรือว่าคุณอยากเป็นอย่างนั้นล่ะ?”
ชายหนุ่มสวนกลับเสียจนหญิงสาวพูดไม่ออก ถึงกับก้มหน้ามองยังพื้น
“ผมเชื่อว่าคุณทำได้
คุณก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่าคุณก็ต้องทำได้เช่นกัน”
ชายหนุ่มกล่าวให้กำลังใจหญิงสาว เมื่อหญิงสาวได้ยินเช่นนั้น
เธอรู้สึกเหมือนมีใครสักคนนำบัวรดน้ำมารดต้นไม้ในหัวใจให้ชุ่มชื่นขึ้นอีกครั้ง...
.
.
.
เวลาได้เข้าสู่ช่วงพลบค่ำแล้ว
ถึงเวลาที่ทั้งสองคนต้องแยกจากกัน
ทั้งสองพากันเดินออกมาทางประตูฝั่งท่าพระจันทร์
ก่อนที่จะแยกจากกัน
หญิงสาวได้กล่าวกับชายหนุ่มว่า...
“คุณคะ!
คุณรู้ไหมว่าตอนที่ฉันเรียนปริญญาตรี
นอกจากพ่อกับแม่ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญสำหรับฉันแล้ว
ฉันก็มีคุณ ที่เป็นแรงผลักดันเล็ก ๆ
ให้ฉันสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่าง ๆ นานา
จนเรียนจบปริญญาตรี และสามารถถีบตัวเองให้มาไกลจนถึงทุกวันนี้ได้ค่ะ”
เมื่อชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้น
เขาตอบกลับว่า
“ขอบคุณนะครับ
ที่เห็นผมเป็นแรงผลักดันสำหรับคุณ...ไว้เราพบกันใหม่นะครับ”
“ลาก่อนค่ะ”
หญิงสาวกล่าวลาชายหนุ่ม ก่อนที่ทั้งสองจะเดินแยกย้ายกันไป...
.
.
.
หญิงสาวก้าวเท้าขึ้นรถประจำทาง นั่งอยู่ที่เก้าอี้ริมหน้าต่าง มองดูบรรยากาศของสนามหลวง ...
มันทำให้เธอนึกถึงบรรยากาศต่างจังหวัดที่เธอได้พบเจอและรู้จักกับชายหนุ่มคนนั้นเมื่อหลายปีก่อน
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานจนจำเหตุการณ์ระหว่างเขากับเธอไม่ได้ทั้งหมด
แต่เธอจำความรู้สึกได้ว่า
ณ ตอนนั้น เธอมีความสุขมากแค่ไหน
มันช่างบริสุทธิ์ สดใส และทำให้เธอรู้สึกว่าตอนนั้นเธอช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน...
สักพักน้ำใสๆจากนัยน์ตาได้ไหลออกมา
เพราะเธอไม่คิดว่าชีวิตนี้เธอจะได้พบเจอกับชายหนุ่มอีกครั้ง
แต่แม้ว่าสายลมจะพัดหวนให้ทั้งสองมาเจอกัน
มันก็คงจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว...
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น