ในวันหนึ่งของเดือนพฤษภาคม
แสงอาทิตย์ได้สาดส่องมายังพื้นดินและผืนน้ำเจ้าพระยา
สะท้อนให้เห็นแสงระยิบระยับสว่างเป็นประกายสีทอง
ทิวสนริมน้ำต่างพริ้วไหวประดุจนางระบำตามเพลงแห่งสายลม
ได้ปรากฏหญิงสาววัยทำงานคนหนึ่งนั่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยริมน้ำฝั่งวังหน้า
สายตาของหญิงสาวมองทอดอารมณ์ไปตามสายธารและฝั่งตรงข้าม
มองดูเรือด่วนเจ้าพระยาและเรือขนส่งสินค้าที่สวนกันไปมา ...
โดยปกติหญิงสาวมักจะซื้อเครื่องดื่มมานั่งดื่มอยู่ที่ม้านั่งตัวเดิมริมแม่น้ำที่นี่ทุกวัน
...
วันนี้ก็เช่นกัน หลังจากเลิกงาน
เธอโดยสารรถประจำทางมาลงที่ท่าพระจันทร์
จากนั้นจึงเดินมาตามทางเท้าที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน แล้วเดินเข้าประตูฝั่งคณะศิลปศาสตร์เข้าไป
และแน่นอน เธอไม่ลืมที่จะแวะซื้อไวท์มอลต์ปั่นแก้วโปรดจากร้านพี่หมวยซอยกลางท่าพระจันทร์ไปนั่งดื่มด้วย
เมื่อเดินมาถึงม้านั่งริมแม่น้ำ เธอจัดแจงวางกระเป๋าถือในมือของตนไว้ที่ม้านั่ง
และทิ้งตัวนั่งลง
จากนั้นจึงใช้มือดึงหนังยางมัดผมที่อยู่บนศีรษะออก
สยายผมยาวประบ่าของตนเอง
และทอดสายตามองบรรยากาศรอบ ๆ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
คล้ายกับเป็นการปล่อยให้สมองที่ใช้งานมาทั้งวันได้ผ่อนคลายเสียบ้าง
จนกระทั่งแดดคล้อยเข้าสู่ช่วงโพล้เพล้
หญิงสาวคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องกลับไปพักผ่อน
เพื่อจะได้อรุณสวัสดิ์กับเช้าวันทำงานวันใหม่ได้อย่างสดชื่น
เธอจึงลุกขึ้นยืนและหันหลังกลับ ... แต่ยังไม่ทันจะก้าวเดิน...
ทันใดนั้นเองหญิงสาวดูเหมือนจะพบใครสักคนเข้า...
ภาพเบื้องหน้าที่หญิงสาวเห็น
เป็นชายหนุ่มรูปร่างสันทัด
สวมแว่นสายตา สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้า กางเกงสแล็ค
และรองเท้าหุ้มส้นสีดำ
สายตาของชายหนุ่มกำลังมองมายังหญิงสาวผมประบ่าคนนั้น
ในขณะที่ดวงตาของหญิงสาวได้เบิกกว้างขึ้นและตะลึงงันที่ได้พบกับชายหนุ่ม
เธอคิดว่าเธอคงตาฝาดไปแน่
จึงได้หยิบแว่นสายตาจากกระเป๋าออกมาสวมใส่
และเพ่งมองชายคนดังกล่าวอย่างไม่วางสายตา
“จะเพ่งมองอีกนานไหมครับคุณ?”
เสียงของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์ ...
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น