นานเท่าไรแล้ว ที่ไม่ได้สื่อสารกันผ่านทาง"จดหมาย"?
คำถามนี้ หลายคนคงจะตอบว่า
"เรื่องอะไรต้องเขียนจดหมาย เดี๋ยวนี้เขาใช้อินเทอร์เน็ตกันแล้ว รวดเร็วทันใจ"
แป๊ะยิ้มก็เคยคิดเช่นนั้นเหมือนกัน จนกระทั่งแป๊ะยิ้มได้สื่อสารกับใครสักคนทางผ่านจดหมาย
แป๊ะยิ้มเคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการส่งจดหมายถึงคน ๆ หนึ่งไว้เมื่อ 2 ปีก่อน
ในอีก blog หนึ่ง (ที่ไม่ใช่เว็บ blogspot)
ตอนนั้น แป๊ะยิ้มได้รื้อกล่องสมบัติสีแดง
ในกล่องสมบัตินั้น มีของสะสมประเภทโปสการ์ด รูปถ่าย
รวมถึง “จดหมาย” นับ 10 ฉบับที่จ่าหน้าซองถึงแป๊ะยิ้ม
เจ้าของจดหมายที่ส่งถึงแป๊ะยิ้มนั้น เป็นหญิงสาวคนหนึ่ง
ด้วยความที่เธอมีอายุมากกว่าแป๊ะยิ้มถึง 15 ปี
แป๊ะยิ้มจึงเรียกเธอว่า"พี่" ตามด้วยชื่อเล่นของเธอ "เกสท์"
เรารู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตค่ะ
เหตุเพราะเราได้ชื่นชอบบุคคลท่านหนึ่งเหมือนกัน
แป๊ะยิ้มรู้จักกับพี่เกสท์เมื่อแป๊ะยิ้มอายุ 14 ปี
ผ่านทางโปรแกรมการสื่อสารที่เรียกว่า MSN
จากนั้น เราก็เริ่มเขียนจดหมายส่งถึงกัน
แป๊ะยิ้มก็ขยันเขียนจดหมายส่งไป เดือนละ 1 ฉบับ
แต่นานทีที่พี่เกสท์จะตอบจดหมายกลับ
เนื่องจากพี่เกสท์งานยุ่งมาก
ดังนั้น แป๊ะยิ้มจึงมีจดหมายของพี่เกสท์อยู่แค่ 10 กว่าฉบับเท่านั้นเอง
แป๊ะยิ้มเขียนจดหมายส่งถึงพี่เกสท์ตั้งแต่อยู่ชั้น ม.3
จนถึง ม.6 แป๊ะยิ้มได้หยุดเขียนไป
เพราะอยู่ในช่วงเดินสายแข่งขันทางวิชาการและเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เราถึงได้ขาดการติดต่อกัน(ชั่วคราว)
จนถึงวันนี้ แม้ว่าเราจะไม่ได้สื่อสารกันผ่านทางจดหมาย
แต่เราก็ยังคงติดต่อกัน ผ่านทางการสื่อสารรูปแบบใหม่
"Facebook"
ก็อย่างที่บอกไปเมื่อตอนต้นว่า สมัยนี้เขาใช้อินเทอร์เน็ตกันแล้ว
แต่สำหรับแป๊ะยิ้มนั้น การที่เราตั้งใจจรดปากกาลงในกระดาษเขียนจดหมายลายน่ารัก
และส่งถึงใครสักคน มันทำให้แป๊ะยิ้มมีความสุขมากกว่าการที่ต้องสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตเสียอีก
เพราะทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกกระดาษเขียนจดหมาย การเลือกซองจดหมายให้เข้ากับกระดาษ
การเขียนตัวหนังสือด้วยตัวบรรจง ระวังไม่ให้มีคำผิด ตลอดจนถึงการติดตราไปรษณียากร
เหล่านี้ทำไปเพื่อให้ผู้ที่รับเห็นถึงความตั้งใจของผู้ส่ง
มิใช่สักแต่ว่าจะส่ง ๆ ไปเท่านั้น
และเราก็จะรอคอยจดหมายตอบกลับอย่างมีความหวัง
หวังว่าผู้รับคงจะเขียนจดหมายตอบกลับมา
บางครั้งอาจถึงขั้นวิตกกังวลเลยว่า จ่าหน้าซองผิดหรือเปล่า? ทำไมไม่ตอบกลับเสียที?
ดูเหมือนกับว่าอาจจะทำให้เกิดความเครียดนิด ๆ
แต่เมื่อปลายทางได้ตอบจดหมายกลับมาแล้ว
ผู้ที่ได้รับจะมีแววตาเป็นประกายออกมาเมื่อได้รับจดหมายตอบกลับ
และจะอ่านจดหมายนั้นอย่างมีความสุข ยิ้มระรื่นได้ทั้งวัน
คุณผู้อ่านอาจจะยังไม่เชื่อในเรื่องนี้
แป๊ะยิ้มจึงอยากให้คุณผู้อ่านลองส่งจดหมายถึงใครสักคนที่คุณรักสัก 1 ฉบับ
ไม่แน่นะว่า คุณผู้อ่านอาจจะชอบการเขียนจดหมาย
มากกว่าการส่งE-mail, Hi5, Facebook หรือ Twitter ก็เป็นได้
คำถามนี้ หลายคนคงจะตอบว่า
"เรื่องอะไรต้องเขียนจดหมาย เดี๋ยวนี้เขาใช้อินเทอร์เน็ตกันแล้ว รวดเร็วทันใจ"
แป๊ะยิ้มก็เคยคิดเช่นนั้นเหมือนกัน จนกระทั่งแป๊ะยิ้มได้สื่อสารกับใครสักคนทางผ่านจดหมาย
แป๊ะยิ้มเคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการส่งจดหมายถึงคน ๆ หนึ่งไว้เมื่อ 2 ปีก่อน
ในอีก blog หนึ่ง (ที่ไม่ใช่เว็บ blogspot)
ตอนนั้น แป๊ะยิ้มได้รื้อกล่องสมบัติสีแดง
ในกล่องสมบัตินั้น มีของสะสมประเภทโปสการ์ด รูปถ่าย
รวมถึง “จดหมาย” นับ 10 ฉบับที่จ่าหน้าซองถึงแป๊ะยิ้ม
เจ้าของจดหมายที่ส่งถึงแป๊ะยิ้มนั้น เป็นหญิงสาวคนหนึ่ง
ด้วยความที่เธอมีอายุมากกว่าแป๊ะยิ้มถึง 15 ปี
แป๊ะยิ้มจึงเรียกเธอว่า"พี่" ตามด้วยชื่อเล่นของเธอ "เกสท์"
เรารู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตค่ะ
เหตุเพราะเราได้ชื่นชอบบุคคลท่านหนึ่งเหมือนกัน
แป๊ะยิ้มรู้จักกับพี่เกสท์เมื่อแป๊ะยิ้มอายุ 14 ปี
ผ่านทางโปรแกรมการสื่อสารที่เรียกว่า MSN
จากนั้น เราก็เริ่มเขียนจดหมายส่งถึงกัน
แป๊ะยิ้มก็ขยันเขียนจดหมายส่งไป เดือนละ 1 ฉบับ
แต่นานทีที่พี่เกสท์จะตอบจดหมายกลับ
เนื่องจากพี่เกสท์งานยุ่งมาก
ดังนั้น แป๊ะยิ้มจึงมีจดหมายของพี่เกสท์อยู่แค่ 10 กว่าฉบับเท่านั้นเอง
แป๊ะยิ้มเขียนจดหมายส่งถึงพี่เกสท์ตั้งแต่อยู่ชั้น ม.3
จนถึง ม.6 แป๊ะยิ้มได้หยุดเขียนไป
เพราะอยู่ในช่วงเดินสายแข่งขันทางวิชาการและเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เราถึงได้ขาดการติดต่อกัน(ชั่วคราว)
จนถึงวันนี้ แม้ว่าเราจะไม่ได้สื่อสารกันผ่านทางจดหมาย
แต่เราก็ยังคงติดต่อกัน ผ่านทางการสื่อสารรูปแบบใหม่
"Facebook"
ก็อย่างที่บอกไปเมื่อตอนต้นว่า สมัยนี้เขาใช้อินเทอร์เน็ตกันแล้ว
แต่สำหรับแป๊ะยิ้มนั้น การที่เราตั้งใจจรดปากกาลงในกระดาษเขียนจดหมายลายน่ารัก
และส่งถึงใครสักคน มันทำให้แป๊ะยิ้มมีความสุขมากกว่าการที่ต้องสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตเสียอีก
เพราะทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกกระดาษเขียนจดหมาย การเลือกซองจดหมายให้เข้ากับกระดาษ
การเขียนตัวหนังสือด้วยตัวบรรจง ระวังไม่ให้มีคำผิด ตลอดจนถึงการติดตราไปรษณียากร
เหล่านี้ทำไปเพื่อให้ผู้ที่รับเห็นถึงความตั้งใจของผู้ส่ง
มิใช่สักแต่ว่าจะส่ง ๆ ไปเท่านั้น
และเราก็จะรอคอยจดหมายตอบกลับอย่างมีความหวัง
หวังว่าผู้รับคงจะเขียนจดหมายตอบกลับมา
บางครั้งอาจถึงขั้นวิตกกังวลเลยว่า จ่าหน้าซองผิดหรือเปล่า? ทำไมไม่ตอบกลับเสียที?
ดูเหมือนกับว่าอาจจะทำให้เกิดความเครียดนิด ๆ
แต่เมื่อปลายทางได้ตอบจดหมายกลับมาแล้ว
ผู้ที่ได้รับจะมีแววตาเป็นประกายออกมาเมื่อได้รับจดหมายตอบกลับ
และจะอ่านจดหมายนั้นอย่างมีความสุข ยิ้มระรื่นได้ทั้งวัน
คุณผู้อ่านอาจจะยังไม่เชื่อในเรื่องนี้
แป๊ะยิ้มจึงอยากให้คุณผู้อ่านลองส่งจดหมายถึงใครสักคนที่คุณรักสัก 1 ฉบับ
ไม่แน่นะว่า คุณผู้อ่านอาจจะชอบการเขียนจดหมาย
มากกว่าการส่งE-mail, Hi5, Facebook หรือ Twitter ก็เป็นได้
ก็เพราะจดหมายต้องคิดและเขียน
ตอบลบไม่ใช่ด้วยมือหรือสมอง
แต่...เขียนด้วย "หัวใจ" ค่ะ
หากเขียนด้วยใจ
จะสั้นหรือยาวเราว่าก็ดีแล้วน๊า
ปล.คิดถึงมินนี่่ >w<
ผมเห็นด้วยกับ คุณ "แป๊ะยิ้มพิมพ์ใจ" นะ
ตอบลบแม้ว่าจะมี e-mail หรือ สังคมทาง internet (hi5, facebook etc.) แล้วก็ตาม
แต่จดหมายก็มีเสน่ห์ที่ internet ให้ไม่ได้
เช่น ลายมือ การเฝ้ารอคอยการตอบกลับ ระยะทาง เป็นต้น
อันทำให้เราได้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า การแสดงเจตนาต่อผู้ซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าตามมาตรา 169 เป็นอย่างไรด้วย ถ้าไม่มีการเขียนจดหมานแล้วล่ะก็ พวกผมอธิบายจะยากกว่าเดิมนะ :)
ส่วนที่ คุณ "Toolyada" comment ไว้ ก็เห็นด้วยนะครับ
จดหมายต้องใช้ทั้ง มือ สมอง และหัวใจ แต่ที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุดในการเขียนจดหมายคือ ปากกาหรือดินสอที่เป็นวัตถุที่ใช้ในการเขียนหรือพิมพ์ และกระดาษหรือสิ่งอื่นใดที่เป็นวัตถุที่ถูกเขียนหรือพิมพ์นะ เพื่อใช้ในการสื่อสารนะ ไม่งั้นก็อาจจะต้องส่งซองเปล่าๆไป (แต่ก็อาจเป็นได้นะ ส่งซองเปล่าไป แทนความคิดถึงและห่วงใย แต่น่าจะเป็นกรณียกเว้นนะครับ เพราะว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะต้องทราบในความหมายของซองเปล่านั้นอยู่ก่อนแล้ว :) )
มีอีกอย่างที่ผมอยากเพิ่มเติม คือ จดหมายนั้น สามารถส่งเอาสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุที่เกิดจากการเขียนหรือพิมพ์ไปด้วยได้ เช่น ส่งคราบน้ำตาของคนเขียนที่เขียนแล้วกลั้นความรู้สึกเหงา เศร้า หรืออื่นๆ ไว้ไม่ไหว น้ำตาหยดลงบนกระดาษนั้น และติดไปกับกระดาษถูกส่งไปยังผู้รับได้ หรือส่งกลิ่นจากน้ำหอมที่คนเขียนต้องการจะให้ผู้รับได้กลิ่นนั้นได้ และส่งพัสดุเป็นชิ้นๆ ไปหาผู้รับได้อีกด้วยนะครับ
แป๊ะยิ้ม เราลองไปนั่งๆคิดดูมาอ่านะ
ตอบลบ(อาจจะเพ้อเจ้อไปบ้างตามประสาคนเพี้ยนๆ)
"...แต่จดหมายก็มีเสน่ห์ที่ internet ให้ไม่ได้
เช่น ลายมือ การเฝ้ารอคอยการตอบกลับ ระยะทาง เป็นต้น..."
การเฝ้ารอหรือ ลายมือหรือ ระยะทางหรือ
มนุษย์เราเกิดความพึงพอใจจากจดหมายเพราะสิ่งเหล่าี้นี้หรอกหรือ
เราคิดเห็นต่างไปอีกนิดหน่อยว่าสิ่งสำคัญ
อาจจะไม่ได้ขึ้้นอยู่ที่การส่งนั้นเป็นรูปแบบไหน
โทรเลข(ซึ่งก็ยกเลิกไปแล้ว) จดหมายรึ อีเมล์รึ
หากแต่น่าจะเป็นการให้ความสำคัญของมนุษย์เราเองล่ะมั้ง
การได้ติดต่อกับคนที่ผูกพัน
การรอข้อความของใครซักคนนั้นที่เรารักและห่วงใย
บางทีคนๆนั้นที่เฝ้ารออยู่เค้าเองก็คงจะไม่เกี่ยงหรอกค่ะ
ว่าจะเป็นการส่งข้อความผ่านทางไหน ต้องรอนานมั๊ย
ลายมือจะเป็นแบบไหน ทางจะไกลสุดฟ้าเท่าใด
จะติดต่อกันทางไหนก็ได้...
ขอเเค่ได้ติดต่อกัน มีสิ่งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ไว้
ถึงจะเป็นจดหมายอิเลกทรอนิกส์ที่รวดเร็วเกินไป
หรือขาดลายมือที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ส่ง
ขาดคราบน้ำตา หรือกลิ่นหอมก็ตาม
ขอเเค่ได้ติดต่อกับคนที่ห่างไกลได้
ไม่ว่าจะทางไหนคนที่กำลังรออยู่ก็มีความสุขที่ได้อ่าน
"จดหมาย" จากผู้ส่งนั้นส่งมาถึงเสมอ
..........(^_^)............